โรคแพนิก หรือชื่อเรียกภาษาไทยว่า "โรคตื่นตระหนก" เป็นโรคชนิดหนึ่งในกลุ่มของโรควิตกกังวล (Anxiety disorder) โดย โรคนี้พบได้ 3% ของประชากร และ พบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  โรคนี้มีความสำคัญ ถ้าไม่รักษาอาการของโรคนี้จะทำให้เกิดความเครียด ผู้ป่วยจะกังวลเสมอว่าตนเองเป็นโรคร้ายแรง ส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิต ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และการทำงานได้

อาการของโรคแพนิค

ผู้ป่วยจะมีอาการตื่นตระหนกหรือรู้สึกกลัวอย่างฉับพลัน ร่วมกับมีอาการทางกาย โดยจะมีอาการดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ 4 อาการขึ้นไปได้แก่

  1. รู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
  2. เหงื่อแตก
  3. ตัวสั่น
  4. รู้สึกหายใจติดขัด หายใจลำบาก
  5. ทรงตัวลำบาก รู้สึกว่าพื้นโคลงเคลง
  6. เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก
  7. คลื่นใส้อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดท้อง มวนท้อง
  8. เวียนศีรษะ เหมือนจะเป็นลม
  9. ร้อนวูบวาบหรือหนาวสั่น
  10. รู้สึกหน็บชาตามร่างกาย บางรายรู้สึกซ่าๆตามตัว
  11. รู้สึกเหมือนหลุดออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง อยู่ในความฝัน การรับรู้ผิดปกติ
  12. มีความกลัว รู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะบ้า
  13. รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย

โดยที่อาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะเกิดขึ้นนานประมาณ ภายใน 3-15 นาที และอาการจะคงอยู่ได้นานเป็นชั่วโมง อาการมักคล้ายกับโรคหัวใจหรือหรือเส้นเลือดในสมองตีบแตกตัน โรคไทรอยด์เป็นพิษ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ควรนำส่งห้องฉุกเฉินเพื่อตรวจประเมินโรคที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเหล่านี้ก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อไม่มีการอาการที่อันตรายได้กล่าวแล้วจึงส่งพบจิตแพทย์ โรคแพนิค ถ้าไม่รักษาบางครั้งอาจน้ำไปสู่โรค agoraphobia ซึ่งก็คือโรคความกลัวรุนแรงเวลาอยู่นอกสถานที่หรือในสถานที่แคบ

โรคแพนิก ใจสั่น

สาเหตุของโรคแพนิก

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่สัมพันธ์กัน 3 ปัจจัยโดยสาเหตุสามารถเกิดจากปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆข้อรวมกันได้ ได้แก่

  1. เหตุจู่โจมให้เกิดโรคครั้งแรก ได้แก่ ความเครียดรุนแรง การใช้ยาเสพติด ยา โรคภัยไข้เจ็บบางโรค พบว่าอาการแพนิคยังคงอยู่ต่อไปได้ แม้ว่าจะรักษาต้นเหตุเหล่านี้หายแล้วก็ตาม
  2. พันธุกรรมและการเลี้ยงดู
  3. เซลล์สมองและสารเคมีในสมองผิดปกติ อาจจำให้ตอบสนองต่อความกลัวมากเกินไป

การวินิจฉัยโรคแพนิค

ปัจจุบันยังไม่มีตรวจการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญเกี่ยวกับโรคนี้ การวินิจฉัยจะอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก มีตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อตัดโรคที่อาการคล้ายกันและรุนแรงออกไป ส่วนใหญ่อาการของโรคแพนิคมักจะเกิดขึ้นซ้ำๆกันมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป

การรักษาโรคแพนิค

การรักษาหลักส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยาและการทำพฤติกรรมบำบัดร่วมกัน โดยปัจจุบันพบว่าการรักษาด้วยยานั้นรักษาหายได้มากถึง 80% โดยอาการจะดีขึ้นเมื่อรับประทานยาไป 1-2 เดือน และรับประทานยาต่อเนื่องนาน 6 เดือนจึงค่อยๆลดยาลง ไม่ควรหยุดยากระทันหันเพราะมีโอกาสทำให้เกิดโรคซ้ำและเป็นรุนแรงกว่าเดิม

อาการโรคแพนิก

ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดควรปฎิบัติตัวอย่างไรระหว่างทำการรักษาโรคแพนิก

  1. ควรทำความเข้าใจกับตัวโรค พยายามมีสติและบอกตัวเองว่า โรคนี้ไม่อันตรายและรักษาหาย
  2. ญาติและผู้ใกล้ชิดไม่ควรแสดงท่าทางรำคาญหรือรังเกียจซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเครียดกับผู้ป่วยซึ่งจะทำให้อาการของโรคแย่ลง
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดทุกชนิด เพราะจะทำให้อาการของโรคแย่ลง
  4. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้ผู้ป่วยตื่นตัวง่าย
  5. ผู้ป่วยโรคแพนิคส่วนใหญ่มักมีโรคซึมเศร้าแอบแฝงอยู่ ดังนั้นควรมีการบำบัดความเครียด ฝึกกิจกรรมการผ่อนคลายความเครียด เช่นโยคะ นั่งสมาธิ ฝึกการหายใจช้าๆ
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้สารแห่งความสุขหลั่งออกมา
  7. เมื่อรักษาด้วยยาจนดีขึ้นควรลองออกไปทำกิจกรรม หรือเผชิญสิ่งที่เคยหวาดกลัวที่ละเล็กน้อย
  8. ไปพบแพทย์ตามนัดและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ